บทที่ 8 เงินเฟ้อ เงินฝืด และวัฎจักรเศษฐกิจ

การแก้ไขภาวะเงินเฟ้อและเงินฝืด

เงินเฟ้อ เป็นภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องมาจากอุปทานมวลรวม (AS) ไม่สามารถปรับตัวให้ตามทันกับการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์มวลรวม (AD) สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้นมากคือระบบเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนอยู่ในท้องตลาด มากเกินกว่า ความต้องการหรือความจำเป็นที่จะใช้ สำหรับ เงินฝืด จะเป็นกรณีตรงกันข้ามคือระบบเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียน ไม่เพียงพอ กับความต้องการหรือความจำเป็นที่จะใช้

แนวทางการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อและเงินฝืดตามหลักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปจะใช้มาตรการทางด้านการเงินและการคลัง
  1. นโยบายการเงิน

  2. นโยบายการเงิน (monetary policy) หมายถึงมาตรการทางการเงินที่ธนาคารกลางของแต่ละประเทศนำมาใช้ในการควบคุมดูแลปริมาณเงินและสินเชื่อรวมของระบบเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการ อันได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางราคา การส่งเสริมให้มีการจ้างงานเต็มที่ การรักษาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ และการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม



    *เงินสดสำรองตามกฎหมาย (legal reserve ratio) หมายถึงเงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงตามที่กฎหมายซึ่งให้อำนาจธนาคารกลางเป็นผู้กำหนด เงินสดสำรองดังกล่าวกำหนดไว้เป็นร้อยละของเงินฝาก หรืออาจแสดงเป็นอัตราส่วนของเงินสำรองต่อเงินฝาก

  3. นโยบายการคลัง

  4. นโยบายการคลัง (fiscal policy) หมายถึงนโยบายเกี่ยวกับการใช้รายได้และรายจ่ายของรัฐเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดแนวทาง เป้าหมาย และการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับการดำเนินนโยบายการเงิน


    โดยสรุป นโยบายการเงินจะเป็นนโยบายที่มีผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แล้วปริมาณเงินจึงจะส่งผลกระทบถึงอุปสงค์มวลรวมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันคือปริมาณเงินเพิ่มจะทำให้การใช้จ่ายรวมหรืออุปสงค์มวลรวมเพิ่ม โดยผ่านตัวการใช้จ่ายของครัวเรือน ในทางกลับกัน ถ้าปริมาณเงินลดก็จะส่งผลให้อุปสงค์มวลรวมลดตาม ซึ่งแตกต่างไปจากนโยบายการคลัง การดำเนินนโยบายการคลังไม่ว่าจะเป็นการดำเนินมาตรการทางด้านรายจ่ายหรือรายได้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์มวลรวมเกือบจะทันที กล่าวคือ ทางด้านรายจ่ายโดยผ่านตัวการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งเป็นองค์ประกอบตัวหนึ่งในอุปสงค์มวลรวม ส่วนรายได้ (ภาษี) ผ่านตัวการใช้จ่ายของภาคเอกชน (ครัวเรือน + ธุรกิจ) ซึ่งเป็นองค์ประกอบในอุปสงค์มวลรวมเช่นเดียวกัน

 
     
  <<  เมนูหลักบทที่8     ขึ้นด้านบน     เนื้อหาต่อไป >>