>>  ข้อมูลของบทเรียนนี้
   >>  บทนำ
   >>  ความหมายการจัดการความรู้
   >>  ต้นทุนทางปัญญา
   >>  ต้นทุนด้านโครงสร้าง
   >>  ความรู้ที่เป็นประโยชน์
   >>  วัดความรู้ได้ยาก
   >>  การลงมือจัดการความรู้
   >>  ตัวอย่างการจัดการความรู้
   >>  ตัวอย่างของระบบปัญญาที่ดีที่สุด
   >>  สังคมเรียนรู้
   >>  ความรู้ การเรียนรู้ การวิจัยการเรียนรู้
         ร่วมกันในการปฏิบัติ

   >>  กระบวนการเรียนรู้สู่การพัฒนายั่งยืน
   >>  กระบวนการประชาพิจัย
   >>  เอกสารอ้างอิง  
   >>  แบบทดสอบท้ายบทเรียน  
   <<  กลับเมนูหลัก

 
 


 บทนำ

          โลกยุคปัจจุบัน  แข่งขันกันด้วยการสร้างนวัตกรรม  (Innovation)  เป็นปัจจัยหลักสำหรับ
นำมาใช้ขับเคลื่อนความอยู่ดีกินดีและความสุขของคนในสังคมและแข่งขันร่วมกับสังคมอื่น
ประเทศอื่น  ไม่ใช่แข่งขันกันด้วยการสั่งสมปัจจัย  (Factors  Accumulation) เช่น ทรัพยากรธรรมชาติ
ทุน  หรือแรงงาน  เป็นปัจจัยหลักเหมือนสมัยก่อน 
           การสร้างนวัตกรรม  ต้องอาศัยความรู้  กิจกรรมสร้างความมั่งคั่งจากความรู้นั้น  ยิ่งดำเนินการ  ตัวปัจจัย  หลักคือ  นวัตกรรม  และความรู้จะยิ่งงอกงาม  อยู่ในสภาพ  "ยิ่งใช้  ยิ่งงอกงาม"  แต่การสร้างความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติ  ทุน  และแรงงาน  ยิ่งดำเนินการตัวปัจจัยหลักจะยิ่ง ร่อยหรอลงไป  อยู่ในสภาพ  "ใช้แล้วหมด"  การพัฒนาประเทศในแนวทางแรกจึงเป็นการพัฒนา
ที่ยั่งยืน  ในขณะที่แนวทางหลัง  ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนอย่างที่เห็น  ๆ  กันอยู่ 
           สรุปได้ว่า  โลกยุคปัจจุบัน  เป็นโลกยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้  (Knowledge-Based  Society  And  Economy)  ทุกสังคมจะต้องมีความสามารถในการนำความรู้มาสร้างนวัตกรรม  สำหรับใช้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาสังคม  ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างขึ้นนั้น จะต้องก่อประโยชน์
ต่อสังคมส่วนต่าง  ๆ  ที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างทั่วถึง  และขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ เพื่อการแข่งขันและเศรษฐกิจพอเพียงอย่างสมดุล 
           สังคมไทยจะต้องพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมจากความรู้  เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm  Shift  หรือ  Mindset  Change)  ของทั้งสังคม  สังคมไทยจึงจะอยู่รอดได้จากสภาพบีบคั้นรอบด้าน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพบีบคั้นจากกระแสโลกาภิวัฒน์ 
           ประเวศ  วะสี  ได้ให้หลักการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา"  สำหรับใช้เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยาก 
ว่าจะต้องดำเนินการ  3  เรื่องไปพร้อม ๆ กัน  คือ  การสร้างความรู้  การนำความรู้ไปเคลื่อนไหวสังคมและเชื่อมโยงความรู้และการเคลื่อนไหวสังคมกับการดำเนินการทางการเมืองเพื่อเคลื่อนในเชิงระบบเชิงกติกาสังคม  (กฎหมาย)  หรือเชิงโครงสร้าง  ในสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขานั้น  มุมบนสุด  ซึ่งสำคัญที่สุด  และเป็นพลังหลัก  แต่ดำเนินการยากที่สุด คือ  การสร้างความรู้ 
           ในการนำความรู้มาใช้สร้างนวัตกรรม  หรือเพื่อพัฒนาส่วนต่าง  ๆ  ของสังคม  โดยการปรับปรุงให้ดีขึ้นทีละเล็กละน้อย (Continuous  Improvement)  นั้น  วงการวิชาการและวงการบริหารจัดการของไทยมักเข้าใจผิด  ว่าจะต้องทำโดยสร้างความรู้ของเราขึ้นใช้เองทั้งหมด  เป็นความเข้าใจผิดที่คิดสุดโด่งไปทางหนึ่ง  และเป็นแนวทางของนักวิชาการ ส่วนผู้ประกอบการและผู้บริหารประเทศ  ก็มักคิดสุดโด่งไปอีกทางหนึ่ง  คือ รับถ่ายทอด(จริง  ๆ คือซื้อ)  ความรู้หรือเทคโนโลยีของต่างประเทศมาใช้ทั้งกระตุ้นด้วยความมั่นใจว่าเป็นความรู้หรือเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล 
           แนวทางที่ถูกต้อง  คือ  แนวทางผสมผสาน  ใช้ความรู้หรือเทคโนโลยีจากทั้งโลกอย่างชาญฉลาด  ในกรณีที่ไม่มีความรู้หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม  หรือมีแต่ยังไม่เหมาะสม  เราก็ดัดแปลงหรือสร้างขึ้นเอง  โดยต่อยอดจากความรู้หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว  ให้ส่วนของการสร้างเองนั้นน้อยที่สุด  ใช้เงิน  เวลา  และแรงงานวิจัย  (แรงสมอง)  ให้น้อยที่สุด  
           ในแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้  ประเทศไทยจะต้องมีความสามารถในการ  (1)  เข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีของทั้งโลก  (2)  รู้จักเลือกใช้ความรู้จากภายนอก(3) ทำวิจัยปรับปรุงดัดแปลง  หรือสร้างต่อยอด  ความรู้หรือเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว 
            แหล่งความรู้ของโลกในปัจจุบัน  ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ทางอินเทอร์เน็ต  ทักษะในการสืบค้นผ่านอินเทอร์เนตจึงเป็นเรื่องสำคัญ  ความรู้ว่าฐานข้อมูลของเรื่องใดอยู่ที่ไหน  การจัดระบบให้คนในประเทศไทย  (รวมสารวิชาการ  สิทธิในการเข้าถึงฐานข้อมูล  ฯลฯ  ที่จะก่อให้เกิดการประหยัด  ยังอยู่ในลักษณะต่างคน (และต่างสถาบัน) ต่างซื้อ  ทำให้มองในภาพรวมของประเทศเกิดความไม่ประหยัด  คนไทยและนักวิชาการไทย  ยังใช้ฐานข้อมูลความรู้  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แบบไม่ครบถ้วน  มองเชิงนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เราขาดวัฒนธรรมค้นฐานข้อมูลสิทธิบัตร  เรามักค้นแต่ฐานข้อมูลวารสารวิชาการ  หรือฐานข้อมูลความรู้ทั่วไป  ซึ่งไม่เพียงพอและเป็นวัฒนธรรมภายใต้วิธีคิดแบบ  "ผู้เสพ"  ความรู้ไม่ใช่  "ผู้สร้าง"  ความรู้ 
           ในแนวคิดของ  "ผู้เสพ"  ความรู้  เราเข้าถึงแหล่งความรู้ผ่านวิธีคิดหรือปัญหาตามแนวทางของต่างประเทศเป็นแนวคิดที่ทำให้วงการวิชาการของไทยมีลักษณะ  "เท้าไม่ติดดิน"  แนวทางที่ถูกต้องก็คือ  เราจะต้องเสาะแสวงหาความรู้ของทั้งโลกผ่านปัญหาหรือโจทย์ของเราเอง  เมื่อได้ความรู้มาโดยวิธีใดก็ตาม  จะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมต่อบริบททางสังคม  วัฒนธรรม  และขีดความสามารถด้านอื่น ๆ  ของสังคมไทย  แล้วจึงนำมาปรับแต่งให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เมื่อใช้งานแล้วก็ดำเนินการพัฒนาต่อเนื่องไปเรื่อย  ๆ  อย่างไม่หยุดยั้ง 

                ปัญหาอย่างหนึ่งในการสร้างนวัตกรรม  หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่  ๆ  ของไทย  ก็คือ  ไม่ทำอย่างต่อเนื่อง  ทำแล้วหยุด  แล้วไปจับชิ้นอื่นต่อ  ในลักษณะของคนจับจดหรือสมาธิสั้น


 

 
 
ศูนย์พัฒนาทรัพยากรการศึกษา(CARD)   มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม 44150
โทรศัพท์ 0-4375-4321-40 ต่อ 2060 โทรศัพท์/โทรสาร 0-4375-4318   ข้อเสนอแนะ :
card@msu.ac.th