สารสนเทศ  

            ข้อมูล
                     ความหมายของข้อมูล
                     ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ พอสรุปได้ ดังนี้

                    วีระ สุภากิจ (2539 : 1) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ที่ใช้แทนด้วยตัวเลข ภาษาหรือสัญลักษณ์ที่ยังไม่มีการปรุงแต่งหรือประมวลใดๆ อาจแบ่งข้อมูลได้เป็น 3 ประเภท คือ
                              1. ข้อเท็จจริงที่เป็นจำนวน ปริมาณ ระยะทาง
                              2. ข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นตัวเลข เช่น ชื่อ ที่อยู่ สถานภาพ ประวัติการศึกษา ดูงาน ฝึกอบรม
                              3. ข่าวสารที่ยังไม่ได้ประเมิน เช่น รายงาน บันทึก คำสั่ง ระเบียนกฎหมายและเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่างๆ

                    สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2536 : 19-20) ได้ให้
ความหมายไว้ว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นกลุ่มของสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือการกระทำต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการประมวลผล หรือผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลอาจเป็นตัวเลข (ปริมาณ) ตัวหนังสือ เอกสารทางราชการ ภาพและเสียง ตลอดจนข่าวสารที่ยังไม่ได้รับการประเมิน ข้อมูลเป็นวัตถุดิบของสารสนเทศ

 


 
                   มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2535 :57) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นกลุ่มสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือการกระทำต่างๆ ที่ยังไม่ผ่านการประมวลผลข้อมูลอาจจะอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวหนังสือ

                    พยุงศักดิ์ สนเทศ (2525 : 50) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงแต่ละอย่าง ซึ่งยังเป็นข้อมูลดิบที่ยังไม่ได้จัดกระทำ เพื่อให้มองเห็นความสัมพันธ์ใดๆ เป็นข้อมูลที่ยังไม่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารได้

  สารสนเทศ
          ความหมายของสารสนเทศ
          ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ พอสรุปได้ ดังนี้
                    นฤมล ปราชญโยธิน, ทวีศักดิ์ กออนันตกูลและเปรมิน จินดาวิมลเลิศ
(2536 : 24)
ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข่าวสาร สนเทศ ข้อสนเทศ สารนิเทศ เอกสารสนเทศ ข้อมูลข่าวสารความรู้ และข้อความรู้

                    วีระ สุภากิจ (2539 : 4) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ถูกกระทำให้มีความสัมพันธ์หรือมีความหมายนำไปใช้ประโยชน์ได้

                    วาสนา สุขกระสานติ (2540 : 1) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข่าวสารที่ได้จากการนำข้อมูลดิบ (raw data) มาคำนวณทางสถิติหรือประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยู่ในรูปที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที

                    สุรวัฒน์ เหล็กกล้า (2540 : 10) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ได้จัดกระทำแล้ว โดยผ่านการประมวลผลด้วยวิธีการต่าง ๆ จนมีความหมายสมบูรณ์และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ประกอบการตัดสินใจตามวัตถุประสงค์ได้

                    สุชาดา กีระนันทน์ (2541 : 5) สารสนเทศ (Information) คือ ข้อความรู้ที่ประมวลได้จากข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น จนได้ข้อสรุปเป็นข้อความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเน้นที่การเกิดประโยชน์คือความรู้ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้

                    เดวิสและออลสัน ได้ให้ความหมายของคำว่าสารสนเทศไว้ ดังนี้ “สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ได้รับการประมวลให้อยู่ในรูปแบบที่มีความหมายต่อผู้รับ และมีทั้งคุณค่าอันแท้จริงหรือที่คาดการณ์ว่าจะมีสำหรับการดำเนินงาน หรือการตัดสินใจในปัจจุบันหรืออนาคต”
                    สำหรับคำว่า Information นั้น พจนานุกรมเวบสเตอร์ได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ (ครรชิต มาลัยวงศ์. 2535 : 11)
                              (1) an information or being informed; especially, a telling or being told of some thing.
                              (2) new; word.
                              (3) Knowledge acquired in any manner; facts; data; learning; lore.
                              (4) a person or agency answering questions as a service to others.
                              (5) any data stored in a computer.
                    หมายความว่า
                              (1) แจ้งให้ทราบ, บอก, เรื่องที่บอก
                              (2.) ข่าว, ถ้อยคำ
                              (3) ความรู้, ข้อเท็จจริง, ข้อมูล
                              (4) บุคคลหรือองค์กรผู้ให้คำตอบในลักษณะการให้บริการแก่ผู้อื่น
                              (5) ข้อมูลต่างๆ ที่จัดเก็บด้วยระบบคอมพิวเตอร์

                    ชม ภูมิภาค (2542 : 11) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูล ทั้งด้านปริมาณ และด้านคุณภาพ ที่ประมวลจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบและวิเคราะห์แล้วสามารถ นำมาใช้ได้

                    ชัยพจน์ รักงาม (2542 : 34) ได้ให้ความหมายไว้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริงที่ผ่านการประมวลผลแล้ว และพร้อมให้บริการไปยังผู้ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

          ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการจัดกระทำโดยการวิเคราะห์และประมวลผล และพร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์

          สารสนเทศมีคุณลักษณะที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ
                    1. เป็นข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว
                    2. เป็นรูปแบบที่มีประโยชน์ นำไปใช้งานได้
                    3. มีคุณค่าสำหรับใช้ในการดำเนินงานและการตัดสินใจ

  ลักษณะของสารสนเทศที่ดี
          มีผู้ให้ทัศนะเกี่ยวกับลักษณะของสารสนเทศที่ดีไว้หลายท่าน ดังนี้
                    ชุมพล ศฤงคารศิริ (2538 : 61) กล่าวว่าสารสนเทศที่ดีมีคุณภาพมีลักษณะ ดังนี้
                              1. ความเที่ยงตรง (Accuracy) หมายถึง สารสนเทศจะต้องไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด (Mistake) ไม่มีข้อผิดพลาด (Error) และจะต้องชัดเจน (Clear)
                              2. การทันเวลา (Timeliness) หมายถึง สารสนเทศที่ผู้รับต้องการในช่วงเวลาที่กำหนดทันตามเวลา
                              3. ตรงตามความต้องการ (Relevancy) หมายถึง สารสนเทศนั้นสามารถจะตอบคำถามได้ตรงประเด็นตามที่ผู้ถามต้องการ

                    ทักษิณา สวนานนท์ (2530 : 191-192) กล่าวว่า สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
                              1. มีความถูกต้องสูง ต้องยึดถือความถูกต้องเป็นสำคัญ สารสนเทศที่ไม่ถูกต้องย่อมก่อให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ความถูกต้องนั้นมีหลักการสำคัญที่ควรพิจารณา ดังนี้
                                        1.1 ละเอียด แม่นยำ
                                        1.2 ชัดเจน ไม่คลุมเครือ
                                        1.3 ไม่ลำเอียง
                                        1.4 ครอบคลุมกว้างขวาง เป็นที่ยอมรับในวงการทั่วไป
                                        1.5 นำไปใช้ได้ง่าย
                              2. มีความทันสมัย คือ จะต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยหรือทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ
                              3. มีความกะทัดรัด คือ สามารถแสดงสาระสำคัญ ๆ ที่ต้องการได้

                    จรณิต แก้วกังวาล (2536 : 11) กล่าวว่า สารสนเทศที่ดีมีลักษณะดังนี้
                              1. เป็นปัจจุบัน (Current) ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริงในปัจจุบันจะมีค่ามากกว่าข้อมูลที่เป็นอดีต
                              2. ทันเวลา (Timely) สารสนเทศที่มีคุณค่าจะมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องถ้าไม่ได้ตามเวลาที่ต้องการจะทำให้เสียโอกาส
                              3. มีค่าเที่ยงตรง (Relevant) ถ้าหากสารสนเทศที่ได้รับตรงตามความต้องการของผู้ใช้ของแต่ละคนมากเท่าใด ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่านั้น
                              4. มีความคงที่ (Consistent) จุดมุ่งหมายของสารสนเทศข้อหนึ่งก็คือ พยายามให้เกิดความขัดแย้งน้อยที่สุด ข้อมูลมีความคงที่มากที่สุด
                              5. นำเสนอรูปแบบที่มีประโยชน์ (Presented in Usable Form)

                    เบอร์ซ และสตราเดอร์ (อาภารัตน์ ราชพัฒน์. 2542 : 12 ; อ้างอิงมาจาก Burch and Strater. 1979 : 17) กล่าวว่าสารสนเทศที่ดีมีคุณสมบัติ 10 ประการดังนี้
                              1. ใช้ได้ง่าย รวดเร็ว (Accessibility) หมายถึง ความสะดวก รวดเร็ว ในการเลือกใช้
                              2. มีความครอบคลุม (Comprehensiveness) หมายถึง มีปริมาณที่เพียงพอ
                              3. มีความแม่นยำ (Accuracy) หมายถึง มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในระดับต่ำ
                              4. มีความเหมาะสม (Appropriateness) หมายถึง มีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง (Relevanence) กับเรื่องที่กำลังพิจารณาในการตัดสินใจ
                              5. มีความทันต่อเวลา (Timeliness) หมายถึง ใช้ช่วงเวลาสั้นในการจัดเตรียมข้อมูลตั้งแต่สิ่งที่นำเข้า (Input) การประมวลผล (Processing) และผลลัพธ์หรือการรายงาน (Output)
                              6. มีความชัดเจน (Clearity) หมายถึง ไม่มีความหมายกำกวม (Ambiguity) ไม่จำเป็นต้องตีความหรือทบทวนความผิดพลาดใหม่อีก
                              7. มีความยืดหยุ่น (Flexibility) หมายถึง สามารถปรับปรุงให้ใช้ได้กับผู้ใช้หลายคน และหลายสถานการณ์
                              8. สามารถตรวจสอบได้ (Verification) สามารถตรวจสอบความถูกต้องในเรื่องเดียวกันจากผู้ใช้สารสนเทศหลาย ๆ คน
                              9. ไม่ลำเอียง (Free From Bias) ไม่มีความตั้งใจเปลี่ยนหรือปรับปรุง สารสนเทศให้มีอิทธิพลต่อการสรุปของผู้รับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นการจัดเตรียมสารสนเทศให้ทันต่อเวลาที่ต้องการใช้อาจมีได้ 2 ลักษณะ คือ การจัดทำสารสนเทศล่วงหน้า ตามกำหนดเวลาที่เหตุการณ์จะเกิดในอนาคต และจัดทำสารสนเทศอย่างรวดเร็วเพื่อนำไปใช้ในเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
                              10. ได้จากสภาพปกติ (Quantifiable) เป็นสารสนเทศ ที่ผลิตจากกระบวนสารสนเทศที่เป็นทางการ (From Information System) ไม่ใช่ได้จากข่าวลือซุบซิบนินทา

                    ศรีสมร พุ่มสะอาด และคนอื่นๆ (2539 : 4-5) ได้กล่าวว่าสารสนเทศที่ดีมีคุณภาพควรมีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ
                              1. ความถูกต้อง สารสนเทศที่มีคุณภาพจะต้องมีความสมบูรณ์ถูกต้องมากที่สุด
                              2. ตรงกับความต้องการใช้ สารสนเทศจะต้องตรงกับเรื่องที่ต้องการใช้ของผู้ใช้แต่ละคน
                              3. ทันต่อการใช้งาน สารสนเทศควรจะรวดเร็วทันต่อเวลาและการใช้งาน

                    ฮัสเซน (Hussain. 1973 : 87) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติที่ดีของสารสนเทศไว้ 4 ประการ คือ
                              1. เป็นปัจจุบัน (Timeliness)
                              2. ความถูกต้อง (Accuracy)
                              3. เกี่ยวข้องกับเรื่อง (Relevancy)
                              4. ความสมบูรณ์เพียงพอ (Completeness)

                    ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า สารสนเทศที่ดีควรมีคุณลักษณะ ดังนี้ คือ ถูกต้องสมบูรณ์ ยืดหยุ่นเหมาะสม เกลียวกลม ความต้องการสัมพันธ์สอดคล้องกับเรื่อง ตรงกับความต้องการใช้ มีความเหมาะสม และสามารถเรียกใช้ได้สะดวกและรวดเร็ว

  ความสำคัญของสารสนเทศ
          อัลวิน ทอฟเลอร์ นักคิดคนสำคัญในยุคนี้ได้เขียนหนังสือชื่อ The Third Wave สรุปการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทอฟเลอร์เห็นว่า ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น มนุษย์ได้เผชิญหน้ากับ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วสามครั้ง ซึ่งเขาได้ใช้คลื่นเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงนี้ คลื่นลูกแรกก็คือ คลื่นเกษตรกรรมซึ่งเปลี่ยนมนุษย์จากสังคมเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์มาเป็นสังคมที่รู้จักเพาะปลูก รู้จักตั้งหลักแหล่งปลูกบ้านสร้างเมือง คลื่นต่อมาก็คือ คลื่นอุตสาหกรรมซึ่งเปลี่ยนสังคมมนุษย์จาก การดำรงชีวิตตามสบายในไร่นาไปสู่สังคมเมือง ซึ่งทุกคนตื่นเช้าไปเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าแลกเปลี่ยนกับค่าแรง ครั้นตกเย็นก็กลับบ้านหมุนเวียนกันอยู่เช่นนั้น ส่วนคลื่นลูกที่สามนั้น ทอฟเลอร์ เห็นว่าเป็นคลื่นของสารสนเทศ คลื่นของการทำงานบริการและคลื่นของสังคมที่มีความโดดเดี่ยวและความเหงามากขึ้น ดังที่เขากล่าวสรุปว่า “เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญและน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลก และมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตทั้งของคนและของประเทศชาติ”

          ประเทศไทยของเราก็กำลังก้าวไปสู่ยุคสังคมสารสนเทศอย่างช้าๆ และแน่นอน การทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนใน การตัดสินใจเลือกนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ได้อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุด (ครรชิต มาลัยวงศ์. 2535 : 11)

  ประเภทของสารสนเทศ
          ก่อนทศวรรษ 1980 ระบบสารสนเทศมักถูกจัดประเภทเป็นระบบประมวลผลข้อมูล (Data Processing Systems) หรือระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System : MIS) ระบบประมวลผลข้อมูลมุ่งทางการเก็บบันทึก (Capturing) การประมวลผลและ
การเก็บ (Storing) ข้อมูล

          ในทศวรรษ 1980 ใช้คำว่าระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง (Transaction Processing System) แทนระบบประมวลผลข้อมูลและที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบประมวลผลรายการเปลี่ยนแปลง ระบบสำนักงานอัตโนมัติ ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร ระบบผู้เชี่ยวชาญ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ และระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (วีระ สุภากิจ. 2539 : 14-19) และชุมพล ศฤงคารศีรี (2538 : 61) ได้จัดประเภทของสารสนเทศโดยกำหนดตามแหล่งกำเนิดไปสู่องค์กรคือ สารสนเทศภายในองค์กร (Internal Information) ส่วนอำรุง จันทวานิช และเจษฐ์ อนธรรฆมงคล (2529 : 28) ได้จำแนกสารสนเทศออกเป็น 4 ระบบ คือ
                    1. Pencil and Paper System งานสารสนเทศประเภทนี้ ใช้กระบวนการทำด้วยมือ (Manual Process) ทั้งสิ้น นับตั้งแต่การเก็บสะสมข้อมูลการประมวลผล และการเรียกใช้ข้อมูล
                    2. Batch Computer System งานสารสนเทศประเภทนี้ เก็บสะสมข้อมูลไว้ในสื่อนำเข้า (Input Medium) บางประการ และประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
                    3. Interactive System งานสารสนเทศประเภทนี้ อาศัยการใช้เครื่องรับ-ส่ง ข้อมูลระยะไกล (Interactive Terminal) เป็นสื่อกลางการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงข้อมูลทั้งหลายจะเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล (Data Base)
                    4. Reactive System งานสารสนเทศประเภทนี้ อาศัยระบบการทำงาน คล้ายกับ Interactive System คือ สามารถติดต่อโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรงแต่มี คุณสมบัติที่เสริมขึ้นมาบางประการ คือเป็นลักษณะที่ไวต่อความต้องการขององค์การหรือ
หน่วยงานสามารถระบุสภาพที่เป็นปัญหาและแนวทางการตัดสินใจแก้ปัญหาซึ่งเป็นจุดเด่น ในภาวะที่จำเป็นต่อการที่ต้องปฏิบัติหรือตัดสินใจทันที

           สำหรับปรีชา พัวนุกูลนันท์ (2526 : 19-20) ได้แบ่งประเภทของระบบสารสนเทศ
ตามวิธีดำเนินงานออกเป็น 3 ระบบ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละระบบพอสรุปได้ดังนี้
                    1. ระบบทำด้วยมือ (Manual System) เป็นระบบที่เก็บโดยการใช้เอกสารในรูปแบบต่าง ๆ ระบบนี้มีข้อดี คือ ค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนข้อเสียที่เป็นปัญหาคือ ไม่สามารถแสดงสารสนเทศได้ทันกับเหตุการณ์และถ้ารูปแบบของเอกสารการจัดแฟ้มเอกสารอยู่ในรูปแบบที่ไม่วางระบบพร้อมที่จะใช้งาน การที่จะได้สารสนเทศเพื่อการบริหารจะยิ่งเกิดความยุ่งยากหรือไม่สามารถดำเนินการได้
                    2. ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi Automation) ระบบนี้เป็นระบบที่ใช้มือทำส่วนหนึ่งและใช้เครื่องจักรกลส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ส่วนที่เป็นเอกสารต่าง ๆ ทำด้วยมือ และส่วน ที่สร้างสารสนเทศใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ระบบนี้มีข้อดีคือ ค่าใช้จ่ายไม่สูง การฝึกอบรม บุคลากรไม่มากนักแต่ข้อเสียคือ ถ้ารูปแบบฟอร์มที่ใช้ไม่เหมาะสม การปฏิบัติการไม่เหมาะสม การดำเนินการจะทำให้ล่าช้าหากข้อมูลจากแบบฟอร์มผิดพลาด ระบบนี้จะทำได้ดีก็ต่อเมื่อส่วนที่ทำด้วยมือทำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้แก่ การกรอกข้อมูลครบ ถูกต้อง มีระบบควบคุม ตรวจสอบดี
                    3. ระบบอัตโนมัติ (Full Automation) เป็นระบบที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ดำเนินงานระบบนี้ต้องมีการออกแบบให้เข้ากับลักษณะงาน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างมาจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไป ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็น Micro Computer,Mini Computer, Medium Computer, Lage Scale Computer, Very Large Scale Computer การดำเนินงานระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์นี้ผู้ปฏิบัติต้องมีความเข้าใจตรงกันในเรื่อง Data definition และ Fife Management

          Data Definition คือ การกำหนดข้อมูลที่จะเก็บ ข้อมูลแต่ละอย่างหมายถึงอะไร ขนาดของข้อมูลใช้ความยาวเท่าไร และต้องมีขนาดที่แน่นอน

           File Management คือ การจัดการเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูล ทางด้านคอมพิวเตอร์ และต้องคำนึงด้วยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้นั้นมีระบบ File Management ที่ดีหรือไม่มีระบบ Sorting ดีหรือไม่ประกอบด้วย

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ประเภทของสารสนเทศสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของการนำไปใช้ ที่สำคัญ ได้แก่ สารสนเทศที่จัดกระทำด้วยมือ และด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

   องค์ประกอบของสารสนเทศ
          ศรีสมร พุ่มสะอาด และคนอื่น ๆ (2539 : 7) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของสารสนเทศว่าประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน
                    1. ข้อมูล ทั้งที่เป็นตัวเลข ข้อความ เสียงและภาพเป็นข้อมูลป้อนเข้า
                    2. การประมวลผล เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ของข้อมูล จัดกระทำข้อมูลเพื่อให้เหมาะสมต่อการนำไปใช้
                    3. การจัดเก็บ เป็นวิธีการที่จะเก็บข้อมูลให้เป็นระบบสะดวกต่อการนำไปใช้และสามารถแก้ไข ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
                    4. เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเก็บข้อมูลการประมวลผล ทำให้เกิดผลผลิตได้แก่ คอมพิวเตอร์ โปรแกรมสำเร็จรูป อุปกรณ์การสื่อสาร ฯลฯ
                    5. สารสนเทศ ผลผลิตของระบบสารสนเทศจะต้องถูกต้องตรงกับความต้องการใช้และทันต่อการใช้งาน ดังภาพประกอบ 1

ภาพประกอบ 1 องค์ประกอบของสารสนเทศ

          ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าองค์ประกอบของสารสนเทศจะประกอบไปด้วยข้อมูล ที่ผ่านกระบวนการจัดกระทำตามขั้นตอน แล้วจึงจะได้เป็นสารสนเทศออกมา

   ประโยชน์ของสารสนเทศ
          ทักษิณา สวนานนท์ (2530 : 194-195) กล่าวว่า สารสนเทศมีประโยชน์ ดังนี้
                    1. ใช้ในการวางแผน หน่วยงานทุกงานจะต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้ การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้
                    2. ช่วยในการตัดสินใจ ในการบริหารงานไม่ว่าจะเป็นระบบสูงต่ำเพียงใด ผู้บริหารจะต้องมีการตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา การมีสารสนเทศที่พร้อม เรียกหาได้ตลอดเวลา จะทำให้เกิดการตัดสินใจของผู้บริหารถูกต้อง ฉับไว และไม่ค่อยผิดพลาด
                    3. ช่วยในการปรับปรุงหน่วยงาน หน่วยงานย่อมอาศัยสารสนเทศเป็นข้อมูลในการนำสารสนเทศมาปรับปรุงหน่วยงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงาน
                    4. ช่วยในการควบคุมงาน สารสนเทศมีประโยชน์มาเพราะจะทำให้สามารถควบคุมการทำงานภายในหน่วยงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน และตามวัตถุประสงค์

           ศรีสมร พุ่มสะอาด และคนอื่น ๆ (2539 : 6) กล่าวว่าสารสนเทศมีประโยชน์ดังนี้
                    1. ทำให้เกิดความรู้
                    2. ทำให้เห็นสภาพปัจจุบัน/สภาพการเปลี่ยนแปลง/สภาพของปัญหา
                    3. ช่วยในการตัดสินใจในการบริหารงานและสามารถกำหนดแนวทางในอนาคตได้
                    4. เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                    5. เป็นการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน
                    6. ทำให้เกิดความคิดสังเคราะห์

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าสารสนเทศมีประโยชน์ คือ ใช้ในการกำหนดนโยบาย วางแผนการตัดสินใจ การบริหาร ช่วยในการปรับปรุงหน่วยงาน ช่วยในการควบคุมงานภายในหน่วยงาน ทำให้เกิดความรู้ ทำให้เห็นสภาพปัจจุบัน ปัญหา และการเปลี่ยนแปลง ช่วยในการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ทำให้เกิดความคิดสังเคราะห์ และช่วยให้การปฏิบัติงานสำเร็จบรรลุตามเป้าหมาย

  บทบาทของสารสนเทศ
          เนื่องจากความสำคัญของสารสนเทศ สารสนเทศจึงมีบทบาทอย่างยิ่งในการพัฒนาการดำเนินชีวิตของมนุษย์ สารสนเทศมีบทบาทต่อทุกคนในครอบครัว ต่อสังคมและ ต่อประเทศชาติ ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (นันทา วิทวุฒิศักดิ์. 2536 : 7-11)
                    1. บทบาทด้านพัฒนาวิทยาการ ปัจจุบันวิทยาการ และเทคโนโลยีต่างก็ เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือ วิทยาการก้าวหน้า ทำให้พัฒนาการของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีศักยภาพในการปฏิบัติงานสูง อีกทั้งมีความสามารถในการจัดเก็บ รวบรวบ ประมวลผลข้อมูล ข่าวสาร วิทยาการต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นอย่างมากมาย รวดเร็ว เป็นสารสนเทศที่มี คุณค่าแล้วย้อนกลับมาพัฒนาวิชาการ ความรู้ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
                    2. บทบาทด้านการพัฒนาประเทศ สารสนเทศเป็นองค์ประกอบหรือเป็น เครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศทุก ๆ ด้าน กล่าวคือ ถ้าประชากรในชาติรู้จัก เลือกใช้สารสนเทศที่มี คุณค่ามาปรับปรุงหรือพัฒนาวิธีการทำงาน การดำเนินงานให้มี ประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะทำให้สามารถพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีส่วนช่วยพัฒนา ประเทศในทางอ้อม สารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงมีความจำเป็นต้องติดตามอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ข้อสนเทศที่มีคุณค่ามาเป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาตนเอง พัฒนางาน ฯลฯ ให้บรรลุ วัตถุประสงค์ส่วนตนก่อให้เกิดความเจริญต่อส่วนรวม
                    3. บทบาทด้านการพาณิชย์ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ความรู้และข้อมูลมีมากขึ้น การแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจจะรุนแรง การเสาะแสวงหาความรู้และข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาศึกษา วิเคราะห์ วิจัยอยู่เสมอนั้นเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง เพราะใครมีข้อมูลที่แม่นยำกว่า ทันสมัยกว่า จะเป็นฝ่ายได้เปรียบในการพาณิชย์ และสามารถ ควบคุมเศรษฐกิจไว้ในมือ กระทรวงพาณิชย์เห็นความสำคัญของข้อสนเทศดังกล่าว จึงถือเป็น ภาระหน้าที่ของกระทรวงที่จะต้องกระจายข้อสนเทศทางด้านการพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอ โดยตั้ง งบประมาณเพื่อติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์จัดเก็บข้อมูลบริการให้แก่ พ่อค้า นักธุรกิจ ตลอดจนเกษตรกร ส่วนทางด้านสถาบันธุรกิจเอกชน ทั้งบริษัท ห้างร้าน ธนาคาร ฯลฯ ต่างก็ดำเนินการให้ ได้สารสนเทศภายในองค์กรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินการ และภายนอกองค์กรเพื่อให้สามารถเอาชนะคู่แข่งและอยู่ร่วมกับทุกสถาบันได้เป็นอย่างดี
                    4. บทบาทด้านการศึกษา มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต่างก็แสวงหาความรู้ เพื่อนำมา ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการดำรงชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกัน จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกสังคมล้วนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาและการแสวงหาความรู้ดังกล่าว จึงมีการจัดตั้งสถานศึกษาระดับต่าง ๆ พร้อมทั้งจัดตั้งห้องสมุด ศูนย์สารนิเทศ ฯลฯ ในสถาบันการศึกษา ใน องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อให้เป็นแหล่งจัดเก็บ รวบรวม จัดระบบ และให้บริการสารสนเทศที่มีคุณค่าต่อการศึกษา การปฏิบัติงาน และเอื้อประโยชน์ในการศึกษาตลอดชีวิต ดังนั้นองค์กรที่มี หน้าที่บริการดังกล่าว แต่ละประเทศต่างก็รวบรวมข้อสนเทศทุกชนิด รวมทั้งผลิตสารสนเทศ เพื่อการศึกษาของคนในประเทศเป็นหลัก และมีการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยน สารสนเทศกันระหว่างสถาบันและระหว่างประเทศ เพื่อการแพร่กระจายและแสวงหาสารสนเทศที่มีคุณค่าได้อย่าง กว้างขวาง โดยไม่จำกัดผู้ใช้ ระยะเวลา และสถานที่ ทำให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัย ถูกต้อง ครบถ้วน ทันการณ์ อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาการศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
                    5. บทบาทด้านการเมืองการปกครอง ปัจจุบันสารสนเทศแพร่กระจายไป อย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ทั่วถึง หลากหลายทั้งรูปแบบและเนื้อหา ทำให้ประชากรของแต่ละประเทศมีโอกาสรับทราบ เปรียบเทียบจนเกิดความเข้าใจระบอบการปกครอง นโยบาย การบริหารและสภาพปัญหาของแต่ละประเภททั่วโลก ทำให้เกิดความสำนึกที่ดี ความรับผิดชอบ และพัฒนาการทางด้านการเมือง การปกครอง รัฐบาลเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงสนับสนุนให้ประชาชนได้ รับทราบสารสนเทศด้านต่าง ๆ เช่น นโยบายการบริหารบ้านเมืองจากรัฐบาล โดยการให้แต่ละจังหวัดจัดตั้งศูนย์ข้อมูลของจังหวัดเพื่อเป็นคลังข้อมูลพื้นฐาน พร้อมทั้งพยายามให้เสรีภาพแก่ สื่อสารมวลชนต่าง ๆ ให้กว้างขวาง เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเปรียบเทียบข้อมูลและได้ข้อมูลที่มีความเที่ยงตรง ทำให้เกิดปัญญาในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ
                     6. บทบาทด้านอุตสาหกรรม ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้านั้นความมั่นคง ทางเศรษฐกิจมักจะมีพื้นฐานมาจากความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม ทุกประเทศต่างก็พยายามสร้างความเจริญด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรม สิ่งที่มีค่าสูงสุดของการอุตสาหกรรมคือวิทยาการและเทคโนโลยีการผลิต ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีจึงได้เปรียบประเทศที่มีเพียงวัตถุดิบ สารสนเทศทางวิทยาการและเทคโนโลยีจึงมีส่วนสำคัญในการพัฒนา อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการทั้งหลายจึงพยายามแสวงหาสารสนเทศที่เกี่ยวข้องทั้งด้านวิทยาการและเทคโนโลยีการผลิต หลายประเทศจึงพยายามพัฒนาให้สามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้มีความสามารถ แล้วรวบรวมข้อสนเทศมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศได้อย่างเต็มที่ เช่น ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้บริการสารสนเทศเพื่อ การวิจัย วิจัยต้นแบบออกมาให้เอกชนนำไปผลิต ฯลฯ เป็นต้น
                    7. บทบาทด้านวัฒนธรรม สังคมตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบันอาศัยข้อสนเทศในรูปของการบันทึกในวัสดุต่างๆ เช่น ผนังถ้ำ ศิลาจารึก หนังสัตว์ ผ้าไหม ก้อนดินเหนียว พาพิรัส หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ เอกสารต่าง ๆ ตลอดจนโสตทัศนวัสดุ เป็นสื่อในการอนุรักษ์ สืบทอด ถ่ายทอด สภาพสังคมและวัฒนธรรม สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมมีส่วนสำคัญในการรักษาเอกลักษณ์ของชุมชนและประเทศชาติ ทำให้ประชาชนในชุมชนหรือในประเทศชาติตระหนักในศักดิ์ศรีของชุมชนของประเทศชาติ ยังผลให้เกิดความภาคภูมิใจ ความรัก ความสามัคคีในหมู่คณะ ทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคง สารสนเทศทางด้านวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน แต่ละประเทศมีอยู่มาก ส่วนใหญ่จะปรากฎในรูปแบบของข้อมูลดิบ ซึ่งประชาชนในชุมชนนั้นจะต้องช่วยกันเก็บ สะสม รวบรวม แล้วนำมาปรับปรุง จัดระบบให้เป็นสารสนเทศที่มีคุณค่า สามารถอนุรักษ์สืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามให้แก่อนุชนรุ่นหลัง เพื่อให้วัฒนธรรมมีส่วนช่วยในการพัฒนา จิตใจของประชาชน มีส่วนเกื้อกูลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ประชาชนในสังคมและประเทศชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดี

           สารสนเทศมีความสำคัญและเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ต่อสังคมและ ต่อประเทศชาติในหลาย ๆ ด้านด้วยกัน ได้แก่ บทบาทด้านพัฒนาวิทยาการ การพัฒนาประเทศ การพาณิชย์ การศึกษา การเมืองการปกครอง อุตสาหกรรม และวัฒนธรรม เป็นต้น

          จากการที่สารสนเทศมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์หลายด้านดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการต่าง ๆ ของมนุษย์ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องกับสารสนเทศทั้งสิ้น จากความสำคัญดังกล่าวจึงได้มีแหล่งสารสนเทศแหล่งต่าง ๆ ที่มีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต และวิวัฒนาการ ในการจัดการและนำเสนอสารสนเทศ เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการใช้สารสนเทศของมนุษย์

          อินเทอร์เน็ต (Internet) ได้กลายมา เป็นแหล่งสารสนเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตทั้งโลกสามารถเข้าไปค้นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ตลอดจนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่างกันได้โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา ในปัจจุบันหน่วยงานแต่ละแห่งพยายามที่จะสร้าง Web Site ของตนเองเพื่อจะกระจายข้อมูลข่าวสารของตนเองไปยังผู้ใช้คนอื่น ๆ ซึ่งเป็นลักษณะการเปลี่ยนแปลงการให้บริการสารสนเทศอีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ห้องสมุด หรือศูนย์ข้อมูลที่นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในการจัดการสารสนเทศ (ลำปาง แม่นมาตย์. 2541 : 16)

  อินเทอร์เน็ตกับการศึกษา
          ในปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือ ไอที (IT) ซึ่งหมายถึงความรู้ในวิธีการประมวล จัดเก็บ รวบรวม เรียกใช้และนำเสนอด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้สำหรับงานไอที คือ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสายโทรศัพท์ ดาวเทียม หรือเคเบิลใยแก้วนำแสง (สุรศักดิ์ สงวนพงษ์. 2538 : 1)
          เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่สามารถนำประโยชน์มาสู่วงการศึกษาได้ อย่างเหมาะสมหากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และคุ้มค่าต่อการลงทุน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีคลินตัน ได้กล่าวในสุนทรพจน์ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2541 (State of the Union Address, U.S. Capital 27 January 1998) ว่า “The Information Age is, first and foremost, an education age, in which education must start at birth and continue throughout a lifetime……. education has to be our highest priority” โดยถือว่าพันธกิจ (Mission) ที่ได้ตั้งไว้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อห้องเรียนทุกห้องในประเทศเข้ากับทางด่วนสารสนเทศ (Work to Connect Every Classroom in the Country to the Information Superhighway) พัฒนาการของทางด่วนสารสนเทศที่เกิดขึ้นแล้ว ในปัจจุบันและได้รับความนิยมสูงสุด คือ อินเทอร์เน็ต จนกล่าวได้ว่าถนนทุกสายกำลังมุ่งเข้าสู่ อินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปถึงศักยภาพในการเติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ (วาสนา สุขกระสานติ. 2540 : 2)
          อินเทอร์เน็ตนับเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการประยุกต์ใช้ไอที หากเราจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารในการทำงานประจำวัน อินเทอร์เน็ตจะเป็นช่องทางให้เราสามารถเข้าถึง ข้อมูลที่ต้องการได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ข่าวสารหรือเหตุการณ์ความเป็นไปต่าง ๆ ทั่วโลกที่เกิดในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งความต้องการในการสืบค้นข้อมูลเพื่อการศึกษาหรือปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันก็สามารถสืบค้นได้จากอินเทอร์เน็ตเช่นกัน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญสำหรับคนในทุกสาขาอาชีพ ในการที่จะช่วยให้เรารับรู้ข่าวสารที่เกิดขึ้นในมุมอื่น ๆ ของโลกได้อย่างรวดเร็วกว่าสื่ออื่น หากเราจำเป็นต้องติดต่อกับบุคคลอื่นเป็นประจำไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือ ภายนอกประเทศ อินเทอร์เน็ตจะช่วยให้สื่อสารกับบุคคลอื่นได้ทั้งการสนทนาแบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ในเวลาอันสั้น หรือสามารถฝากข้อความอิเล็คทรอนิกส์ไว้กับคอมพิวเตอร์เพื่อรอให้ ผู้มารับเปิดอ่านในเวลาที่สะดวกทำให้เปิดโอกาสในการสื่อสารถึงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย (สุรศักดิ์ สงวนพงษ์. 2538 : 1) อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นสังคมขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกคอมพิวเตอร์ โดยถูกเรียกว่า ไซเบอร์สเปช (Cyberspace) (พันจันทร์ ธนวัฒนเสถียร. 2540)
          ระบบอินเทอร์เน็ตจึงมีความสำคัญต่อวงการศึกษาเป็นอย่างมาก ในการนำมาใช้ เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สืบค้นตำรา เอกสาร คู่มือครู เอกสารประกอบการเรียน การค้นคว้างานวิเคราะห์ วิจัย การประชุม การอภิปรายโต้ตอบปัญหาทางการศึกษา การเรียน การสอนทางไกลและการฝึกอบรมทางไกล เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นเสมือนห้องสมุดของโลกที่มี ขนาดมหาศาล ซึ่งมีสรรพวิชาการ งานวิจัย เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไว้ให้ศึกษา ซึ่งข้อมูลทุกด้านจะ เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสมาชิกส่วนหนึ่ง จัดเสนอข้อมูลของตนเองเพื่อไว้ใช้หรืออำนวยความสะดวก แก่ผู้สนใจอื่น ๆ ตลอดเวลา (อธิปัตย์ คลี่สุนทร. 2540)
          จากความจำเป็นของมนุษย์ที่ต้องใช้สารสนเทศ ทำให้มนุษย์ต้องการเครื่องมือที่จะนำมาช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน และสืบค้นสารสนเทศที่มีอยู่มากมายทั่วโลกที่ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งนับวันจะทวีเพิ่มมากขึ้น ระบบอินเทอร์เน็ตนับเป็นเครื่องมือสำคัญและมี ประสิทธิภาพสูงในการตอบสนองต่อความต้องการสารสนเทศของมนุษย์ โดยสมาชิกระบบ อินเทอร์เน็ตสามารถใช้ระบบได้โดยไม่จำกัดเวลา สารสนเทศจากระบบอินเทอร์เน็ตมีความ หลากหลาย คุณลักษณะและการทำงานของระบบอินเทอร์เน็ตมีความเหมาะสมต่อการประยุกต์ ใช้งานในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา

  ระบบสารสนเทศ
            ความหมายของระบบสารสนเทศ
          ได้มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายไว้ พอสรุปได้ ดังนี้
                    พยุงศักดิ์ สนเทศ (2529 : 50-58) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ
หมายถึง ระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจและรวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจำเป็น
ต่อหน่วยงาน แล้วนำมาจัดกระทำข้อมูลเพื่อให้เป็นสารสนเทศที่พร้อมจะใช้ประโยชน์ได้ จัดให้
อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยตลอดเวลา

                    ถกล นิรันดร์ศิโรจน์ (2525 : 1) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง การเก็บรวบรวม การดำเนิน การประมวลผลและวิเคราะห์ให้เป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารหรือการจัดการ

                    ราชู จันทร์ศิริ (2538 : 24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ (Information System) หรือระบบข้อมูลข่าวสาร หมายถึง ระบบการเก็บรวบรวมข้อมูล (Data) และจัดกระทำให้เป็นสารสนเทศ (Information) เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงาน และประกอบการวินิจฉัยสั่งการ

                     ศรีสมร พุ่มสะอาด และคนอื่นๆ (2539 : 1) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม จัดเก็บ และใช้สารสนเทศสนองความต้องการของหน่วยงาน ทั้งนี้โดยมีภารกิจของการจัดอย่างเป็นระบบ

                     Hodge (1984 : 24) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง กระบวนการสื่อสาร มีการสะสมข้อมูลไว้ประมวลเก็บรักษา และส่งไปยังบุคลากรที่เหมาะสมในองค์การ เพื่อจะได้ใช้สารสนเทศเป็นฐานในการตัดสินใจ

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ หมายถึง ระบบที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลทั้งภายในและภายนอกของหน่วยงาน เพื่อนำมาประมวลผล หรือจัดกระทำ ข้อมูล และวิเคราะห์ เพื่อให้เป็นสารสนเทศที่พร้อมจะใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยตลอดเวลา ช่วยสนับสนุน ในการตัดสินใจ การบริหารงาน การจัดการ และสารสนเทศยังเป็นกระบวนการในการสื่อสารระหว่างบุคคลในหน่วยงาน

             ความสำคัญของระบบสารสนเทศ
                    มีผู้ให้ความสำคัญของระบบสารสนเทศไว้หลายท่าน ดังนี้
                    ลิปปนนท์ เกตุทัติ (2528 : 9) กล่าวถึงความสำคัญของระบบสารสนเทศว่าสารสนเทศเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกำหนดนโยบายการวางแผน การควบคุม กำกับ การตัดสินใจ และบริหารงาน

                     อุทัย บุญประเสริฐ (2526 : 40-48) ได้ให้ความสำคัญของระบบสารสนเทศในการตัดสินใจไว้ คือ การตัดสินใจใดๆก็ตามหากพิจารณาในเชิงหลักการแล้ว เป็นที่ยอมรับกันว่าการตัดสินใจที่ดีต้องเป็นการตัดสินใจโดยหลักและเหตุผล ได้พบว่าวิธีที่จะช่วยในการตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลนั้น จะต้องอาศัยเรื่องข้อมูลสารสนเทศเป็นพื้นฐาน หรือองค์ประกอบสำคัญ

                     เมอร์ดิคและรอส (Murdick and Ross. 1982 : 11) กล่าวว่า ความสำคัญของระบบสารสนเทศ คือ ผู้บริหารต้องการสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจในกระบวนการบริหาร เช่น การวางแผนการจัดองค์การและการควบคุม

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศมีความสำคัญ คือ ช่วยในการวางแผนการควบคุม กำกับ กำหนดนโยบาย ช่วยในการตัดสินใจ

            ประเภทของระบบสารสนเทศ
                    อำรุง จันทวานิช และเจษฏ์ อนมรรฆมงคล (2529 : 28-29) ได้จำแนกประเภทของระบบสารสนเทศตามเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการเรียกใช้ข้อมูลได้เป็น 4 ประเภท คือ
                              1. เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระบบเอกสาร มีการใช้ตู้เก็บเอกสารจำนวนมาก ข้อมูล อาจจะบันทึกไว้เป็นบัตรหรือแบบฟอร์มการประมวล (Pencil and Paper System) จัดกระทำด้วยมือ ซึ่งต้องใช้เวลาและบุคลากรจำนวนมาก
                              2. เก็บรวบรวมข้อมูลเป็นระบบคอมพิวเตอร์ (Batch Computer System) สะสมข้อมูลไว้ในสื่อนำเข้า (Input Medium) เช่น บัตรประมวลผลและประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
                              3. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยอาศัยระบบสื่อกลางสามารถโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรง โดยอาศัยการใช้เครื่องรับส่งข้อมูลระยะไกล (Interactive Terminal) ระบบนี้จะสามารถได้รับสารสนเทศที่รวดเร็ว ทันเหตุการณ์ เพราะผู้ใช้จะสามารถติดต่อและโต้ตอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันที
                              4. เก็บรวบรวมข้อมูลโดยอาศัยระบบสื่อกลางสามารถติดต่อโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง (Reactive System) สามารถระบุสถานการณ์ที่เป็นปัญหาและ แนวทางการตัดสินใจแก้ปัญหา ซึ่งเป็นจุดเด่นในภาวะที่จำเป็นต่อการที่ปฏิบัติหรือตัดสินใจทันที

                     ปรีชา พัวนุกูลนนท์ (2526 : 18) ได้จำแนกระบบสารสนเทศเป็น 3 ระบบ ดังนี้
                              1. ระบบทำด้วยมือ (Manual System) เป็นระบบที่เก็บโดยการใช้เอกสารในรูปแบบต่างๆ ระบบนี้มีข้อดี คือ ค่าใช้จ่ายน้อย ส่วนข้อเสีย คือ การเรียกใช้ไม่สะดวก และไม่ทันการ
                              2. ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic) ระบบนี้ใช้มือทำส่วนหนึ่ง และใช้เครื่องกล กล่าวคือ ส่วนที่เป็นเอกสารต่างๆ ทำด้วยมือ และส่วนที่สร้างระบบสารสนเทศใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ระบบนี้มีข้อดี คือ ค่าใช้จ่ายไม่สูง การฝึกอบรมบุคลากรไม่มากแต่ข้อเสีย คือ ถ้าแบบฟอร์มไม่เหมาะสม ข้อมูลจากแบบฟอร์มผิดพลาดจะทำให้การดำเนินงานล่าช้าระบบนี้จะทำได้ดีก็ต่อเมื่อส่นที่ทำด้วยมือสมบูรณ์แบบ ได้แก่การกรอกข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง มีระบบควบคุม ตรวจสอบได้อย่างดี
                              3. ระบบอัตโนมัติ (Full-Automatic) เป็นระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ดำเนินงาน ระบบนี้ต้องการออกแบบให้เข้ากับลักษณะงาน เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สร้างมาจะมีลักษณะและขนาดของเครื่องแตกต่างกัน

                    จำลอง อติกุล (2531 : 13-22) ได้จำแนกประเภทของระบบสารสนเทศตามวิธีการประมวลผลข้อมูลเป็น 4 ประเภท คือ
                              1. วิธีทำด้วยมือ วิธีนี้เป็นการบันทึกด้วยมือลงในกระดาษ การจำแนกทำด้วยมือโดยวิธี Posting การจัดประเภทก็ทำด้วยมือโดยวิธี Handpost หรือวิธีใช้บัตร การคำนวณอาจใช้วิธีนับนิ้วมือหรือใช้สมองคิด การย่อทำด้วยมือ หรือใช้กระดาษคาร์บอน การสื่อสารอาจใช้รายงานหรือข้อความที่นำไปด้วยมือ
                              2. วิธีทำด้วยมือโดยรับความช่วยเหลือจากเครื่องกล วิธีนี้การบันทึกอาจใช้เขียนด้วยมือ หรือใช้เครื่องพิมพ์ดีด การจำแนกอาจใช้วิธีบัญชี หรือเครื่องกล การจัดประเภทอาจใช้เครื่องกล การคำนวณใช้เครื่องกลคำนวณ การย่อทำด้วยเครื่องกลทางบัญชี การเก็บรักษา และ การเรียกใช้ อาจใช้ไมโครฟิล์ม การสำเนาอาจใช้เครื่องสำเนาเอกสาร การสื่อสารอาจใช้เอกสารที่ผลิตโดยเครื่องกลและมีผู้ส่ง
                              3. วิธีกึ่งเครื่องกลกึ่งไฟฟ้า วิธีนี้คิดริเริ่มขึ้นหลังจากมีการคิดค้นบัตรเจาะ การบันทึกทำโดยบัตรเจาะด้วยเครื่องกล การจำแนกทำโดยกำหนดช่องในตัวบัตร การจัดประเภททำโดยคัดแยกบัตร การคำนวณทำโดยเครื่องคำนวณ การเก็บรักษาอาจใส่ถาด หรือกล่อง การเรียกกลับมาใช้ อาจใช้กล่องหรือถาดบัตร การสำเนาทำโดยการเจาะซ้ำ และการสื่อสารโดยเอกสาร ตีพิมพ์
                              4. วิธีใช้เครื่องไฟฟ้า มีวิธีการเตรียมข้อมูลโดยบันทึกลงใน เครื่องอ่าน สัญลักษณ์และมีการจำแนกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดประเภทของข้อมูล มีการคำนวณ และการสรุปทำโดยเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมที่เขียนไว้ล่วงหน้า หรือคำสั่งเฉพาะ การเก็บรักษาอาจเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ การเรียกข้อมูลมาใช้เป็นแบบสอบถาม และการทำสำเนาโดยคอมพิวเตอร์ การสื่อสารอาจทำโดยส่งข้อมูลต่อเนื่อง ผลที่พิมพ์ออกมาเป็นภาพที่แสดงออกเครื่องคอมพิวเตอร์

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ประเภทของระบบสารสนเทศแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ ระบบที่ทำด้วยมือ ระบบกึ่งอัตโนมัติ ระบบอัตโนมัติ

  ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ
          มีนักวิชาการหลายท่านให้แนวคิดเกี่ยวกับประโยชน์ของระบบสารสนเทศไว้ ดังนี้
                    ณรงค์ บุญมี (2533 : 32-37) กล่าวถึงระบบสารสนเทศไว้ ดังนี้
                              1. ทำให้การตัดสินใจของผู้บริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง แม่นยำ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
                              2. ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ได้รับการกลั่นกรองเป็นขั้นๆ ตามความจำเป็นของการบริหารแต่ละอย่าง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการปฏิบัติงานของผู้บริหาร
                              3. ผู้นำเสนอข้อมูล สามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง คือ รู้ว่าผู้บริหารต้องการข้อมูลอะไร ในเรื่องใด ซึ่งจะเป็นการประหยัดเวลา และเงินในการเตรียมข้อมูล
                              4. เก็บข้อมูลไว้ในแหล่งเดียวกัน จะทำให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตรงกันง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงและสะดวกต่อการเรียกใช้
                              5. สะดวกต่อการวิเคราะห์งานด้านใดด้านหนึ่งเพราะข้อมูลต่างๆ มีครบทุกอย่างก็สามารถวิเคราะห์งานได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งจะเกิดผลดีต่อองค์การเป็นอย่างยิ่ง

                     ถกล นิรันดร์ศิโรจน์ (2526 : 8-9) ได้กล่าวถึงประโยชน์จากการจัดระบบสารสนเทศที่ดีไว้ ดังนี้
                              1. ช่วยให้ผู้บริหารการศึกษามีความถูกต้อง ทันสมัย ตรงตามความต้องการ และเรียกใช้ข้อมูลหรือสารสนเทศได้สะดวก
                              2. ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                              3. การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งระดับสูงกว่าและระดับต่ำกว่า เพื่อให้ระบบสารสนเทศเป็นมาตรฐานเดียวกัน มีรายการข้อมูล มีแบบเสนอรายการ และวันสำรวจเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ในแต่ละระดับขจัดความซ้ำซ้อนในการเก็บรวบรวม และตรงกับความต้องการทั้งผู้ผลิต และผู้ใช้
                              4. ใช้ประโยชน์สำหรับการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์หน่วยงาน เช่น การจัดทำเอกสารแนะนำสถานศึกษา รายงานผลในรอบปี ตลอดจนบริการข้อมูลสำหรับการวิจัยต่างๆ เช่น การวิจัยเพื่อการแก้ปัญหาของหน่วยงาน การวิจัยเพื่อหาวิธีสอนที่แปลกใหม่ เป็นต้น

           ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศที่ดีมีประโยชน์ คือ ช่วยในการตัดสินใจในการวางแผนปฏิบัติงาน ช่วยให้มีมีความรู้ที่ถูกต้อง สะดวกต่อการเรียกใช้และการปฏิบัติงานนอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์สำหรับการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์หน่วยงานด้วย

  ขั้นตอนในการปฏิบัติงานระบบสารสนเทศ
                    ในการปฏิบัติงานระบบสารสนเทศ มีขั้นตอนในการปฏิบัติโดยทั่วไปคือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสารสนเทศ การจัดเก็บข้อมูลและ สารสนเทศและการนำเสนอข้อมูล สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาขั้นตอนการจัดระบบสารสนเทศ 5 ขั้นตอน ดังนี้ (ชโลมใจ ภิงคารวัฒน์ และสุรพล หวังดี. 2531 : 2-6)
                              1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการที่จะให้ได้ข้อมูลมาเพื่อวิเคราะห์ และจัดทำเป็นสารสนเทศ
                              2. การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ทำให้ได้ข้อมูลที่มีความเชื่อถือได้ การตรวจสอบข้อมูลจะกระทำเมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องการมา และก่อนที่จะเริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูล
                              3. การวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำเป็นสารสนเทศ เป็นการจัดกระทำข้อมูลดิบเพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้โดยตรงในการบริหารหรือวางแผน
                              4. การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศ เป็นการจัดระเบียบข้อมูลและสารสนเทศให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันทีที่ต้องการใช้
                              5. การนำเสนอข้อมูล เป็นการเตรียมข้อมูลและสารสนเทศที่จะใช้ในการบริหาร และการตัดสินใจในรูปแบบต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้

  ขั้นตอนการพัฒนาระบบสารสนเทศ
          การตัดสินใจในการพัฒนาระบบสารสนเทศในองค์การใดๆ อาจมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ระบบสารสนเทศที่มีอยู่ในองค์การมีรูปแบบที่ไม่เหมาะสม ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หรือเมื่อองค์การขยายใหญ่ขึ้น หรือดำเนินไประยะหนึ่งระบบสารสนเทศที่มีอยู่ไม่เอื้ออำนวยต่อความต้องการที่เกิดขึ้น วิชัย เลาห์มาศวนิช (2529 : 437) สรุปสาเหตุที่ทำให้มีการพิจารณาเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ ดังนี้
                    1. เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในบางกรณีระบบสารสนเทศที่มีอยู่อาจมีปัญหาด้านต่างๆ เนื่องจากการวางระบบไม่เหมาะสม หรือสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ปริมาณข้อมูล เพิ่มมากขึ้น และไม่สัมพันธ์กับระบบในปัจจุบัน ทำให้เกิดข้อผิดพลาด หรือล่าช้าในการจัดทำสารสนเทศ จึงต้องมีการปรับปรุงระบบสารสนเทศ
                    2. เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ บางกรณีระบบสารสนเทศที่มีอยู่ไม่สามารถตองสนองต่อความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้นได้ เช่น ฝ่ายบริหารต้องการสารสนเทศ บางอย่างเพื่อใช้ในการตัดสินใจ แต่ระบบที่มีอยู่ไม่เอื้ออำนวยให้ได้ จึงต้องมีการพิจารณาปรับปรุงระบบสารสนเทศเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการใหม่ได้
                    3. เพื่อนำความคิดหรือเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เมื่อมีความคิดหรือเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงระบบสารสนเทศที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการประมวลผลข้อมูล หรือ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่สามารถบันทึกข้อมูล โดยใช้หมึกแม่เหล็ก (Magnetic Ink) ซึ่งทำให้การประมวลผลข้อมูลรวดเร็วขึ้น จึงทำให้มีการพิจารณาปรับปรุงระบบสารสนเทศ โดยนำความคิดหรือเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้
                    4. เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศทั้งในระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในบางกรณีระบบสารสนเทศที่มีอยู่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน ก็อาจเกิดความคิดในการปรับปรุงระบบทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

          ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ แบ่งลักษณะการพัฒนาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ (วันพร ปั้นเก่า และธนาวรรณ จันทรัตนไพบูลย์. 2540 : 6-1)
                    1. การเริ่มพัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ ซึ่งหมายถึงขั้นตอนที่ใช้ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ นับตั้งแต่ไม่มีระบบสารสนเทศจนกระทั่งระบบสามารถใช้ประโยชน์ได้
                    2. การพัฒนาระบบสารสนเทศที่มีอยู่แล้วในองค์การ ซึ่งอาจมีการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หรือเพื่อให้ระบบเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากความเจริญเติบโตขององค์การ หรือความ
ก้าวหน้าของเทคโนโลยี อาจทำให้เกิดความต้องการใหม่ จึงทำให้มีการพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้น

           ขวัญชัย คณะรัตน์ (2528 : 63-64) ได้เสนอขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่
                    1. การศึกษาเบื้องต้น
                    2. การวิเคราะห์ระบบ
                    3. การออกแบบระบบ
                    4. การพัฒนาระบบ
                    5. การปฏิบัติงานตามระบบใหม่
                    6. การประเมินระบบ

           วิชัย เลาห์มาศวนิช (2529 : 437-438) ได้เสนอขั้นตอนในการพัฒนาระบบสารสนเทศ 3 ขั้นตอน คือ
                    1. การศึกษาเบื้องต้น
                    2. การศึกษาความเป็นไปได้
                    3. การพัฒนาและปรับใช้ระบบสารสนเทศ

           ณรงค์ บุญมี (2528 : 1-5) ได้เสนอแนวทางการพัฒนาระบบสารสนเทศโดยแบ่งขั้นตอนการพัฒนาเป็น 5 ขั้นตอน คือ
                    1. ขั้นการกำหนดข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริหารงาน และจุดมุ่งหมายของระบบโดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารและผู้ออกแบบระบบให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อกัน
                    2. ขั้นการออกแบบระบบหรือกำหนดองค์การ กำหนดหน้าที่ ผู้รับผิดชอบโครงการ วิธีดำเนินงาน ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และบุคลากรที่จะปฏิบัติงาน
                    3. ขั้นกำหนดรูปแบบของระบบสารสนเทศ เช่น แบบเก็บข้อมูล วิธีการประมวลผล การนำเสนอข้อมูล เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องพิจารณาให้ละเอียดเพื่อพัฒนาในขั้นต่อไป
                    4. ขั้นการกำหนดรูปแบบรายละเอียดของระบบงานสารสนเทศให้ตรงกับความต้องการของผู้บริหารและเหมาะสมกับองค์การ และสภาพแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต
                    5. ขั้นลงมือปฏิบัติตามระบบและตรวจสอบผลการปฏิบัติเพื่อปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น

          วิชัย เลาห์มาศวนิช (2536 : 57) ให้เสนอแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศไว้ว่า ก่อนดำเนินการพัฒนาระบบสารสนเทศนั้นจะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจะดำเนินการ และสิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ก็คือ จะต้องมีคอมพิวเตอร์มาช่วยในการประมวลผลข้อมูล ดังแนวทางในการพัฒนาระบบสารสนเทศควรดำเนินการ ดังนี้
                    1. การจัดตั้งโครงการ ในการพัฒนาระบบสารสนเทศจะมีการจัดตั้งโครงการเพื่อการพัฒนา ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการเพื่อการศึกษาความเป็นไปได้ โดยที่คณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นผู้จัดตั้งคณะทำงาน และในทำนองเดียวกันคณะทำงานมักจะเป็นชุดเดียวกันกับคณะทำงานที่ทำการศึกษาความเป็นไปได้ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลและเพิ่มจำนวนคนขึ้นก็ได้
                    2. การเตรียมการเพื่อการพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นการทบทวนและศึกษาขอบเขตของงานจากรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ รวมทั้งการมอบหมายงานและแบ่งแยกหน้าที่
                    3. การวางแผนเพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นการกำหนดรายละเอียดของขั้นตอนในการพัฒนาและการคาดคะเนระยะเวลาที่จะใช้ในแต่ละขั้นตอน โดยใช้แผนพัฒนาเบื้องต้น ในรายงานการศึกษาและความเป็นไปได้เป็นบรรทัดฐาน
                    4. การเสนอแผน เป็นการนำแผนพัฒนาระบบสารสนเทศเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อรับข้อเสนอแนะและหาข้อสรุป เพราะในบางครั้งคณะกรรมการอาจต้องการให้ระยะเวลาในการพัฒนาสั้นลงโดยเพิ่มจำนวนคณะทำงาน
                    5. การกำหนดความต้องการและวางระบบสารสนเทศ เป็นการสอบถามความต้องการจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะวิเคราะห์และวางระบบสารสนเทศ
                    6. การออกแบบสารสนเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
                              6.1 การออกแบบรายงานและเอกสาร เป็นการออกแบบรูปแบบของรายงาน และเอกสารที่จะได้จากระบบสารสนเทศ
                              6.2 การออกแบบแฟ้มข้อมูลและคลังข้อมูล เป็นการออกแบบลักษณะและโครงสร้างของข้อมูลที่จะเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์
                    7. การพัฒนาโปรแกรมคำสั่ง เป็นการจัดทำโปรแกรมคำสั่งเพื่อประมวลข้อมูลโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับงานต่างๆ ภายในระบบสารสนเทศ
                    8. การทดสอบระบบสารสนเทศ เป็นการทดสอบโปรแกรมคำสั่งที่ใช้ประมวลผลข้อมูลแบ่งเป็น 3 ส่วน
                              8.1 การทดสอบโปรแกรมคำสั่งแต่ละโปรแกรม เป็นการทดสอบโปรแกรมสำหรับงานแต่ละงาน
                              8.2 การทดสอบแต่ละส่วนงาน เป็นการทดสอบโปรแกรมสำหรับงานหลายๆ งานที่สัมพันธ์กันเป็นระบบย่อย
                              8.3 การทดสอบระบบสารสนเทศ เป็นการทดสอบโปรแกรมภายในระบบสารสนเทศทั้งหมด
                    9. การปรับใช้ระบบสารสนเทศ เป็นการนำระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นมาไปใช้โดยที่จะมีงานต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติก่อนเริ่มใช้ระบบสารสนเทศ ดังนี้
                              9.1 การรวบรวมและแปลงข้อมูล เป็นการรวบรวมบันทึกข้อมูลต่อเนื่องที่จะทำด้วยมือสู่ระบบคอมพิวเตอร์
                              9.2 การฝึกอบรมผู้ใช้
                    10. การติดตามผลและบำรุงรักษาระบบ เป็นขั้นตอนหลังจากที่เริ่มนำระบบสารสนเทศไปใช้ กล่าวคือ มีการติดตามและวัดผลที่เกิดขึ้น รวมทั้งการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในด้านต่างๆ เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นจากเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ชำรุด ปัญหาจากโปรแกรมคำสั่งผิดพลาด เป็นต้น

           สรุปได้ว่า การพัฒนาระบบสารสนเทศประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
                    1. การจัดตั้งโครงการ
                    2. การวางแผนเพื่อพัฒนาระบบ
                    3. การกำหนดความต้องการและการวางระบบ
                    4. การออกแบบระบบสารสนเทศ
                    5. การพัฒนาโปรแกรมคำสั่ง
                    6. การทดสอบระบบสารสนเทศ
                    7. การปรับใช้ระบบสารสนเทศ
                    8. การติดตามและบำรุงรักษาระบบ

  บทบาทของสารสนเทศในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
          ความเจริญของสังคมในปัจุบันส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องจากความเจริญทางด้าน การศึกษา เพราะการศึกษานั้นไม่เพียงแต่จะเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการสร้างและบำรุงรักษาบุคลากร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศ แต่การศึกษายังเป็นตัวการที่ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และยังผลให้เกิดความก้าวหน้าในสังคมนั้นๆอีกด้วย การดำเนินงาน ทางการศึกษาเป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวาง ต้องการงบประมาณเพื่อการจัดการศึกษาประมาณร้อยละ 10-25 ของงบประมาณประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งรัฐจะต้องจัดหาและควบคุมการใช้งบประมาณจำนวนดังกล่าวให้สามารถจัดสนองความต้องการ เพื่อพัฒนาชาติบ้านเมือง ดังนั้นรายละเอียดของข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการดำเนินงานการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็น (สมยศ ดวงไพชุม. 2539 : 23)
          จากความคิดดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า การดำเนินการศึกษาอย่างมีคุณภาพและมาตรฐานจำเป็นจะต้องมีข้อมูลและสารสนเทศ
          สารสนเทศเปรียบเสมือนเส้นเลือดของหน่วยงาน เป็นส่วนสำคัญในการบริหารงานวันต่อวันในองค์การปัจจุบัน สารสนเทศกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากสำหรับการวางแผน การควบคุมและการตัดสินใจ สำหรับผู้บริหารในปัจุบันซึงกำลังเผชิญกับความสลับซับซ้อนของงานที่มีมากขึ้นทุกทีตามความเจริญเติบโต ทั้งในด้านขนาดขององค์การ ปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ การเพิ่มขึ้นของปริมาณงานเพื่อให้การดำเนินงานขององค์การบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จึงจำเป็นที่ผู้บริหารองค์การจะต้องพัฒนากลยุทธ์ต่างๆ ไว้ใช้ในการบริหารองค์การ เพื่อที่จะรับกับสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้ และปัจจัยสำคัญที่จะนำมาใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ของผู้บริหาร คือ สารสนเทศ(ประยูร ธีรภัทรางกูร. 2537 : 40-41)
          เนื่องจากความสำคัญของสารสนเทศนี้เอง ผู้บริหารจึงต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสารสนเทศที่มีอยู่ในองค์การในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ (สมยศ ดวงไพชุม.
2539 :25)
                    1. การวางแนวทางในการพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ต้องการ
                    2. ความคุ้มค่าของสารสนเทศและความประหยัดในการผลิตหรือจัดหาสารสนเทศ
                    3. ความผิดพลาดและความจงใจที่จะทำให้สารสนเทศคลาดเคลื่อน 4. ความเสี่ยงของการมีสารสนเทศที่ไม่สมบูรณ์

 
  ^ TOP ^