ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์อีสาน
เขตพื้นที่วัฒนธรรมของนาฏศิลป์อีสาน
ประเภทของนาฏศิลป์อีสาน
นาฏยลักษณ์ของนาฏศิลป์อีสาน

แหล่งวิทยาการสืบค้น / หนังสืออ้างอิง


วัตถุประสงค์

          1. เพื่อทราบประวัติความเป็นมานาฎศิลป์อีสาน
          2. เพื่อทราบถึงประเภทของนาฎศิลป์อีสาน
          3. เพื่อทราบถึงนาฎยลักษณ์และนาฎศิลป์อีสาน

 ตอนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของนาฎศิลป์อีสาน
            การฟ้อนรำของมนุษย์จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์มีความเจริญทางอารมณ์และจินตนาการ ความสร้างสรรค์พอสมควร ดังนั้นมนุษย์ในทุก ๆ หมู่เหล่าจะมีการเต้นรำและฟ้อนรำเป็นของตัวเอง โดยเป็นศิลปะที่มีกลวิธีละเอียดละเมียดละไม และมีวิวัฒนาการขึ้นเป็นลำดับ ในที่สุดมนุษย์ที่เจริญก็มีศิลปะการฟ้อนรำหรือการเต้นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงเป็นแบบฉบับของตนเองเกือบทุกหมู่ทุกเหล่าไป เรื่องความเป็นมาของการฟ้อนรำนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เขียนไว้ในตำนานการฟ้อนรำว่า
          “ การฟ้อนรำย่อมเป็นประเพณีในเหล่ามนุษยชาติทุกภาษาไม่เลือกว่าจะอยู่ ณ ประเทศถิ่นสถานที่ใด ในภพนั้น คงมีวิธีฟ้อนรำตามวิสัยชาติของตนด้วยทั้งนั้น อย่าว่าแต่มนุษย์เลยแม้สัตว์เดรัจฉานก็มีวิธีฟ้อนรำ ข้อนี้สังเกตเห็นได้ว่า เช่น สุนัขและไก่ กา เป็นต้น ”
           ในมนุษย์ที่เจริญทางปัญญานั้นวินิจฉัยได้ว่า มนุษย์หมู่ใดมีความเจริญก้าวหน้าหรือล้าหลังหมู่อื่นโดยใช้แบบหรือศิลปะการรำเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจ
( ม . ล . บุญเหลือ เทพยสุวรรณ . 2522; 138) โดยเฉพาะของชนชาติที่มีความเจริญมานานพอสมควรนั้นย่อมแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ การฟ้อนรำอันเกิดจากความรู้สึกของชนธรรมดาสามัญโดยไม่ต้องมีการฝึกหัดหรือมีก็เพียงเล็กน้อย ฝรั่งเรียกว่าการฟ้อนรำของชาวบ้าน (Folk Dance) และย่อมมีอีกแบบหนึ่งซึ่งต้องอาศัยการฝึกหัดกันตามแบบฉบับมีครูอาจารย์ตั้งเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเรียกว่าการฟ้อนรำตามแบบแผน (Classical0 Dance)


ภาพ : เซิ้งกระติบ และ เซิ้งสวิง
(ที่มา : http://www.thaidances.com)
ดังเช่นละครรำของไทยในการนำแบบแผนซึ่งต้องมีการฝึกหัดกันนาน ( ม . ล . บุญเหลือ เทพสุวรรณ 2524; 14) ซึ่งการฟ้อนรำตามแบบแผนในอดีตได้รับการยกย่องว่าเป็นของสูง เป็นเครื่องบันเทิงใจสำหรับในพระราชฐานและบุคคลผู้สูงศักดิ์ การฟ้อนรำตามแบบแผนจึงห้ามมิให้สาวชาววังแย้มสรวล แสดงอารมณ์กับคนดูและเน้นความสำคัญที่รำงามเป็นเลิศแต่ปราศจากชีวิตคล้ายหุ่นที่ร่ายรำ เพราะหมดเสรีภาพในการแสดงอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดคล้ายกับหุ่นที่ร่ายรำไปตามบท ( สุนันทา โสรัจจ์ . 2516; 61)
          บรรดาผู้ฟ้อนระบำรำเต้นในยุคแรก ๆ มิได้เป็นช่างฟ้อนหรือช่างขับลำ ล้วนแต่เป็นชาวบ้านในชุมชนหมู่เหล่าชนเผ่าเดียวกัน และมีวิถีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นการละเล่นดังกล่าวจึงทำร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน แม้การฟ้อนระบำรำเต้น เข้าทรงผีฟ้ารักษาโรคก็จะร่วมกันทำ แรงบันดาลใจการจัดแสดงก็แสดงตามกาลเทศะ โดยมุ่งจะให้เหมาะสมกับการฟ้อนพื้นบ้านเท่านั้น เครื่องแต่งกายก็แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นนั้น ๆ ตามที่หาได้ บางทีก็แสดงรวมกันทั้งหญิงและชาย บางทีก็มีแต่หญิงล้วนหรือชายล้วน ข้อสำคัญต้องมีดนตรีมีจังหวะเป็นหลัก ชัดและทำนองง่าย ๆ ประกอบเสมอ เพื่อฟ้อนรำพร้อมกัน

             ดังนั้น พออาจจะกล่าวสรุปถึงมูลเหตุในการเกิดนาฎศิลป์ได้ 4 ประการ ดังนี้ คือ
            1. เกิดจากการที่มนุษย์ต้องการแสดงอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ให้ปรากฎออกมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสื่อความหมายเป็นสำคัญเริ่มตั้งแต่
                       1.1 มนุษย์แสดงอารมณ์ตามธรรมชาติออกมาตรง ๆ เช่น การเสียใจก็ร้องไห้ ดีใจก็ปรบมือ หรือส่งเสียงหัวเราะ
                       1.2 มนุษย์ใช้กิริยาอาการเป็นสื่อความหมายให้ชัดเจนขึ้น กลายเป็นภาษาท่า เช่น กวักมือเข้ามาหาตัวเอง
                       1.3 มีการประดิษฐ์คิดท่าทางให้มีลีลาที่วิจิตรบรรจงขึ้น จนกลายเป็นท่วงทีลีลาการฟ้อนรำที่งดงามมีลักษณะที่เรียกว่า “ นาฎยภาษา ” หรือ “ ภาษานาฎศิลป์ ” ที่สามารถสื่อความหมายด้วยศิลปะแห่งการแสดงท่าทางที่งดงาม
            2. เกิดจากการที่มนุษย์ต้องการเอาชนะธรรมชาติด้วยวิธีต่าง ๆ ที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อบูชาสิ่งที่ตนเองเคารพตามลัทธิศาสนาของตน ต่อมาจึงเกิดเป็นความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา โดยจะเริ่มจากวิงวอนอธิษฐาน จนถึงสุดท้ายจะมีการประดิษฐ์เครื่องดนตรี ดีด สี ตี เป่า ต่าง ๆ การเล่นดนตรี การร้องและการรำจึงเกิดขึ้นเพื่อให้เทพเจ้าเกิดความพอใจมากยิ่งขึ้น
           3. เกิดจากการที่มนุษย์คิดประดิษฐ์หาเครื่องบันเทิงใจ หลังจากหยุดพักจากภารกิจประจำวันเริ่มแรกอาจเป็นการเล่านิทาน นิยาย มีการนำเอาดนตรีและการแสดงท่าทางต่าง ๆ ประกอบเป็นการร่ายรำ จนถึงขั้นแสดงเป็นเรื่องราว
           4. เกิดจากการเล่นเลียนแบบของมนุษย์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ในขั้นต้นของมนุษย์ นำไปสู่การสร้างสรรค์ศิลปะแบบต่าง ๆ ทั้งจากมนุษย์เองสังเกตจากเด็ก ๆ ชอบแสดงบทบาทสมมุติเป็นพ่อเป็นแม่ในเวลาเล่นกัน เช่น การเล่นตุ๊กตา การเล่นหม้อข้าวหม้อแกง หรือเลียนแบบจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้เกิดการเล่น เช่น การเล่นงูกินหาง เซิ้งแหย่ไข่มดแดง เซิ้งทำนา เป็นต้น
            ส่วนนาฎศิลป์พื้นบ้านอีสานนั้น เป็นการฟ้อนของชาวบ้าน และเป็นการฟ้อนประจำของท้องถิ่นซึ่งมีผู้สืบทอด มีกลุ่มผู้สนใจกลุ่มเล็ก ๆ ในท้องถิ่น และสถาบันทางการศึกษาซึ่งได้แก่ โรงเรียน วิทยาลัยครูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในปี พ . ศ . 2519 ทางวิทยาลัยครูมหาสารคามปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ได้จัดงานมรดกอีสานขึ้นนับเป็นการกระตุ้นให้บุคคลต่าง ๆ หันมาสนใจในศิลปวัฒนธรรมอีสาน และในปี พ . ศ . 2520 ทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒมหาสารคาม ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้จัดทำโครงการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงดนตรีและนาฎยศิลป์พื้นเมืองอีสานขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นก้าวแรกของการพัฒนาการแสดงทั้งดนตรีและนาฎยศิลป์พื้นเมืองอีสานให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น หลังจากนั้นมีการจัดตั้งวิทยาลัยนาฎศิลป์ขึ้นในส่วนภูมิภาค โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดตั้งวิทยาลัยนาฎศิลป์ขึ้น 3 แห่ง ได้แก่
                           1. วิทยาลัยนาฎศิลป์ร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
                          2. วิทยาลัยนาฎศิลป์กาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
                          3. วิทยาลัยนาฎศิลป์นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา นับว่าเป็นแรงกระตุ้นอันสำคัญให้มีการฟื้นฟูดนตรีและนาฎศิลป์พื้นบ้านอีสาน ทั้งในสถาบันอุดมศึกษาและสถานศึกษาอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมายการฟ้อนพื้นเมืองจึงได้มีการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือ มีการแปรแถว และการจัดขบวนฟ้อนที่งดงามยิ่งขึ้น ( ชัชวาล วงษ์ประเสริฐ . 2532 : 59)