บทนำ
  สรุปผลการวิจัยชุดโครงการ เรื่อง  การวิจัยและ
  พัฒนาจิตสำนึกทาง ปัญญาเพื่อคุณภาพชีวิตของ
  เยาวชนไทย
   รายงานการวิจัยย่อ เรื่อง  ปัจจัยทางจิตสังคม
   ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมมารดาในการดูแลทันตสุขภาพ
   แก่บุตรก่อนวัยเรียน
   รายงานการวิจัยย่อ เรื่อง  อิทธิพลของมาตรการ
   ป้องกันสิ่งเสพย์ติดในโรงเรียน และครอบครัว
    กับความผูกพันทางสังคม ที่มีต่อการป้องกันสิ่ง
   เสพย์ติดของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 
   สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น
   พื้นฐาน เขตกรุงเทพมหานคร
  บรรณานุกรม
  สไลด์ประกอบการเรียน
  เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
   
 



สรุปผลการวิจัยชุดโครงการ เรื่อง  การวิจัยและพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาเพื่อคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย

           รองศาสตราจารย์ ดร.อรพินทร์  ชูชม 
           รองศาสตราจารย์อัจฉรา  สุขารมณ์
           รองศาสตราจารย์ ดร.ผจงจิต  อินทสุวรรณ                    
           ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประทีป  จินงี่
           อาจารย์ทัศนา  ทองภักดี                                                    
           อาจารย์อุษา  ศรีจินดารัตน์
           สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 คำนำและกรอบแนวคิดการวิจัย

            สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศมีผลทำให้คนจำนวนมากต้องตกงานหรือมีรายได้ลดน้อยลง อีกทั้งเกิดปัญหาต่าง ๆ ทางด้านอารมณ์ สังคม และจิตใจตามมา ทำให้สังคมไทยในปัจจุบันเริ่มอ่อนแอ ในการพัฒนาสังคมที่เข้มแข็งและมีสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มจากการพัฒนาที่เด็กและเยาวชน  ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่จะสามารถกำหนดความเป็นไปได้ในอนาคตของประเทศชาติได้ ฉะนั้น การที่จะพัฒนาคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเริ่มที่การพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญา หมายถึง การรู้ตัวของบุคคลที่ผ่านการคิดไตร่ตรองอย่างมีสติในการที่บุคคลรู้จักเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตนเองและ    ผู้อื่น ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ มีจิตใจเอื้ออาทร  ตลอดจนเห็นคุณค่าในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งของ เงิน และเวลา รวมทั้งคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและสังคม
            การพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยในครั้งนี้ มีพื้นฐานแนวคิดในการพัฒนาให้เกิดคุณลักษณะทางจิตที่พึงปรารถนาในสังคมได้แก่ การพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญา  ซึ่งประกอบด้วย  จิตสาธารณะ  ความฉลาดทางอารมณ์ และการบริโภคด้วยปัญญาให้กับเยาวชนในวัยเด็และวัยรุ่นตั้งแต่เริ่มต้น  โดยจิตสำนึกทางปัญญานั้นสามารถพัฒนาได้โดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดทางสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมจากหน่วยทางสังคมต่างๆ อาทิเช่น ครอบครัว และโรงเรียน เมื่อเยาวชนไทยได้รับการพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาเหล่านี้แล้ว ย่อมเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยโดยตรงและยังมีผลต่อประเทศชาติในอนาคตด้วย

กรอบแนวคิดในการวิจัย
โครงการวิจัย 1 : โครงการวิจัย 2, 3 และ 4
<<  คลิกเพื่อชมภาพประกอบ  >>

 จุดมุ่งหมายในการวิจัย
         1. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางจิตสังคมที่สัมพันธ์กับจิตสำนึกทางปัญญาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย
         2. เพื่อพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาของเยาวชนไทยที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตในจิตสำนึกทางปัญญาต่อไปนี้
                      1. พัฒนาจิตสาธารณะ
                      2. พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
                      3. พัฒนาการบริโภคด้วยปัญญา
         3. เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์วิธีการและผลการพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาเพื่อคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย

 ประโยคที่คาดว่าจะได้รับ
         1. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเชิงเหตุและผลของจิตสำนึกทางปัญญาที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตสำหรับเยาวชนไทย
         2. ได้รูปแบบและวิธีการพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญาที่สถาบันการศึกษา องค์กรของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบุคคลจะสามารถนำไปใช้ได้
         3. เยาวชนไทยจะได้ประโยชน์โดยตรงที่จะได้พัฒนาจิตสำนึกที่พึงปรารถนาในสังคม ซึ่งเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของตนเอง และการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สันติ และสร้างสรรค์
         4. ได้ป้องกันและแก้ไขปัญหาสังคมที่เกิดจากการขาดจิตสำนึกทางปัญญาที่เหมาะสม

 ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง
                เยาวชนไทยที่ศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ในเขตกรุงเทพมหานคร

 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
         1. แบบสอบถาม และแบบวัดต่างๆ เช่น แบบวัดจิตสำนึกทางปัญญา
         2. แบบวัดการถ่ายทอดทางสังคม อารมณ์ และแบบวัดการควบคุมตนเอง ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ทั้งความเที่ยงตรง และเชื่อถือได้
         3. ชุดการพัฒนาจิตสำนึกทางปัญญา โดยอาศัยรูปแบบกระบวนการถ่ายทอดทางสังคมทางตรงและทางอ้อม

 ผลวิจัยที่สำคัญ
 
        ผลจากการวิจัยเชิงสำรวจในโครงการวิจัยย่อยที่ 1 การวิเคราะห์ปัจจัยทางจิตสังคมที่สัมพันธ์กับจิตสำนึกทางปัญญาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย พบว่า จิตสำนึกทางปัญญาของเยาวชน เป็นผลมาจากการถ่ายทอดสังคม อารมณ์ จากบิดามารดา การปลูกฝังอารมณ์ทางปัญญา สังคม-อารมณ์จากโรงเรียน การเห็นแบบอย่างทางอารมณ์และพฤติกรรมจากเพื่อนและการควบคุมตนเองร่วมกันโดยที่การถ่ายทอดสังคม-อารมณ์ จากบิดามารดา มีอิทธิพลโดยตรงต่อจิตสำนึกทางปัญญาของเยาวชนมากที่สุด รองลงมาได้แก่การเห็นแบบอย่างทางอารมณ์และพฤติกรรมจากเพื่อน
         ผลการวิจัยยังเสนอแนะว่า จิตสำนึกทางปัญญาของเยาวชนมีส่วนสำคัญทำให้บุคคลเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพ มีความสุข พึงพอใจในชีวิต เห็นคุณค่าในตนเอง พัฒนาตนเองได้ ปรับตัวได้ แก้ปัญหาได้ และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม
         สำหรับการวิจัยเชิงทดลองในโครงการวิจัยย่อยที่ 2 “รูปแบบการพัฒนานักเรียนระดับประถมศึกษาให้มีจิตสาธารณะ : การศึกษาระยะยาว” และโครงการวิจัยย่อยที่  3 “การวิจัยและพัฒนาพฤติกรรมการบริโภคด้วยปัญญาของเยาวชนไทย” อยู่ในระหว่างดำเนินการ แต่คาดว่าวิธีการพัฒนาโดยใช้กระบวนการถ่ายทอดทางสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จัดขึ้นในสถานศึกษานั้นจะสามารถพัฒนาจิตสาธารณะ และการบริโภคด้วยปัญญาได้  โดยที่ผลการวิจัยเชิงทดลองในโครงการย่อยที่ 4 “โปรแกรมการส่งเสริมและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ตามแนวตะวันออกสำหรับเยาวชนไทยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” พบว่าวิธีการพัฒนาที่ยึดหลักประสานกันระหว่างร่างกายและจิตใจให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเยาวชนไทยได้

 ข้อเสนอแนะเพื่อการประยุกต์ใช้ผลต่อไปนี้
         สถาบันต่างๆ ทางสังคมไม่ว่าจะเป็นครอบครัวและโรงเรียน ตลอดจนบุคคลที่ใกล้ชิด เช่น เพื่อน มีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมจิตสำนึกทางปัญญา และพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เยาวชนไทยจะมีคุณลักษณะและพฤติกรรมเช่นไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอด ปลูกฝัง อบรม และการได้เห็นแบบอย่างนั้น โดยที่จิตสำนึกทางปัญญานั้นสามารถส่งเสริมและพัฒนาได้
 

 
ศูนย์พัฒนาทรัพยากรการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม 44150
โทรศัพท์ 0-4375-4321-40 ต่อ 2060 โทรศัพท์/โทรสาร 0-4375-4318
ข้อเสนอแนะ :
card@msu.ac.th